มารู้จักวิธี ‘รักษาฝ้าแดด’ ปัญหาผิวที่เกิดจากแสงอาทิตย์

43

เห็นด้วยไหมว่า… ทุกวันนี้อากาศของประเทศไทยร้อนสุด ๆ เวลาก้าวออกจากบ้านทีไร ผิวก็ต้องเผชิญกับแสงแดดที่ร้อนแทบแผดเผาทุกที บางครั้งแค่เดินออกไปซื้อข้าวเที่ยงหรือขึ้นรถยนตร์ส่วนตัวที่จอดอยู่กลางแดดแค่พักเดียว เราก็รู้สึกแสบผิวเข้าแล้ว พอส่องกระจกก็เห็นรอยสีน้ำตาลเล็ก ๆ บนใบหน้า โดยเฉพาะบริเวณหน้าผากและโหนกแก้ม ซึ่งรอยพวกนี้คือ ‘ฝ้าแดด’ นั่นเอง! แล้วอย่างนี้มีวิธีไหนบ้างที่จะช่วยรักษาฝ้าแดด

รักษาฝ้าแดด

วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับ ‘ฝ้าแดด’ ว่ามีลักษณะเป็นอย่างไร สาเหตุของการเกิดฝ้ามาจากอะไร รวมถึงการรักษาและวิธีการป้อง หากพร้อมแล้ว… เราไปดูกันเลย!

ก่อนที่เราจะไปทำความรู้จักกับการ รักษาฝ้าแดด มาดูกันก่อนว่า ‘ฝ้าแดด’ มีลักษณะเป็นอย่างไร?
ฝ้าแดดเป็นลักษณะของสภาพผิวที่มีเป็นรอยสีน้ำตาลอ่อน สีน้ำตาลเข้ม หรือน้ำเงินเทา โดยปกติแล้วจะเกิดขึ้นบนใบหน้าอย่างบริเวณ หน้าผาก โหนกแก้ม จมูก ริมฝีปากบน ซึ่งเป็นบริเวณที่ผิวจะโดนแสงแดดกระทบได้มากกว่าส่วนอื่น และในบางกรณีอาจเกิดขึ้นบริเวณแขน ลำคอ และแผ่นหลังได้

ปัญหา ‘ฝ้า’ ถือเป็นเรื่องปกติและพบได้บ่อย ไม่ได้โรคที่อันตรายร้ายแรง ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้หรือคัน โดยปกติแล้วจะแทบไม่เกิดขึ้นกับหนุ่มสาวช่วงวัยรุ่น แต่มักจะเกิดกับผู้หญิงอายุ 20 – 40 ปี

บางคนอาจสงสัยว่า ‘ฝ้าแดด’ เหมือนกับ ‘กระหรือจุดด่างดำ’ หรือไม่?
คำตอบคือ หากมองอย่างผิวเผินอาจจะดูคล้ายกัน แต่ถ้ามองดูดี ๆ จะเห็นได้ว่ารอยฝ้ามักจะมีขนาดใหญ่กว่ากระและจุดด่างดำทั่วไป ทั้งนี้เราอาจปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำได้

‘ฝ้าแดด’ เกิดขึ้นอย่างไรและมีสาเหตุมาจากอะไร?

เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่า ผิวของคนเราแบ่งได้ 3 ชั้น

1.ผิวชั้นนอกหรือชั้นหนังกำพร้า (Epidermis)

2.ชั้นหนังแท้ (Dermis)

3.ชั้นไขมัน (Subcutis)

โดยปกติฝ้าจะเกิดขึ้นบนผิวชั้นหนังกำพร้าที่มีเซลล์เมลาโนไซต์ (Melanocytes) ซึ่งทำหน้าที่สร้างเม็ดสีเมลานิน (Melanin) ในผิวของเรา

ฝ้าแดดเกิดจากรังสีอัลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตย์ เรียกง่าย ๆ ก็คือ รังสียูวี

เมื่อผิวของเรากระทบกับความร้อน แสงแดด และรังสีอัลตราไวโอเลต เซลล์เมลาโนไซต์จะไปกระตุ้นการผลิตเม็ดสีเมลานินมากขึ้นและอาจมากเกินไป จนทำให้เกิดเป็นรอยฝ้า

รอยฝ้าไม่ได้ปรากฏขึ้นบนผิวในทันทีที่สัมผัสกับแสงแดด แต่เกิดจากการที่ผิวสัมผัสรังสียูวีเป็นเวลาหลายสัปดาห์หรือเป็นเดือน จึงจะสามารถเห็นได้ชัดเจน

ฝ้าแบ่งได้ 3 ประเภท โดยใช้เกณฑ์วัดจากความลึกของเม็ดสี

1.ฝ้าตื้น (Epidermal type)
เกิดบริเวณผิวหนังชั้นนอกหรือชั้นหนังกำพร้า มีลักษณะเป็นรอยที่มีขอบชัดเจน ซึ่งมีสีน้ำตาลเข้ม ปกติแล้วรอยฝ้าชนิดนี้จะสามารถจางลงเองได้ หรือสามารถใช้ครีมบำรุงที่มีสารสกัดในการรักษาฝ้าได้เช่นกัน

2.ฝ้าลึก (Dermal type)
เกิดบริเวณชั้นหนังแท้ มีลักษณะเป็นรอยที่มีขอบไม่ชัดเจน ซึ่งมีสีน้ำตาลอ่อนและสีน้ำเงิน การรักษาค่อนข้างยากเพราะไม่ตอบสนองต่อการรักษาโดยการใช้ครีม

3.ฝ้าแบบผสม (Mixed type)
เป็นแบบที่สามารถพบได้บ่อยที่สุด มีลักษณะเป็นรอยสีน้ำเงินและสีน้ำตาล และตอบสนองต่อการรักษาได้แค่บางวิธีเท่านั้น

วิธีรักษาฝ้าแดด

ปกติแล้วการรักษาฝ้าแดดได้นั้นต้องใช้เวลา เพราะรอยฝ้าจะสามารถจางลงเองได้ซึ่งต้องใช้เวลานานหลายเดือน แต่ถ้าเราใช้ครีมบำรุงที่มีส่วนผสมของสารที่ใช้ในการรักษาฝ้า จะยิ่งช่วยให้รอยฝ้าจางลงได้เร็วยิ่งขึ้น

หากใครอยากเลือกวิธีรักษาฝ้าด้วยการใช้ครีมบำรุง ควรเลือกใช้ครีมที่มีส่วนผสมของสาร ดังนี้
• สารไวต์เทนนิ่ง (Whitening) เช่น อัลฟ่า อาร์บูติน (Alpha Arbutin), กลูตาไธโอน (Glutathione), สารสกัดจากรากชะเอมเทศ (Licorice extract)
• สารที่ช่วยยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซิเนส (Tyrosinase enayme) เนื่องจากเอ็นไซม์ชนิดนี้จะไปช่วยกระตุ้นกระบวนการสร้างเม็ดสีในผิวหนังให้เพิ่มมากขึ้น
• สารสกัดจากถั่วเหลือง (Soybean extract) ซึ่งมีสารไอโซฟลาโวนส์ (Isoflavones) ที่ตัวช่วยลดการถ่ายโอนเม็ดสีเมลานินไปยังเซลล์ผิว จึงสามารถช่วยลดความหมองคล้ำและช่วยให้ผิวกระจ่างใส

ทั้งนี้หากใครต้องการกำจัดรอยฝ้าอย่างรวดเร็วสามารถทำได้โดยการ ‘เลเซอร์ฝ้า’ เป็นการยิงแสงเข้าไปเพื่อทำลายเม็ดสีที่สะสมอยู่ในชั้นผิว โดยในปัจจุบันก็มีเทคโนโลยีเลเซอร์รักษาผ้าหลากหลายวิธี ทั้งแบบที่ช่วยตัดวงจรการเกิดฝ้าซ้ำซ้อน แบบนุ่มนวลต่อผิวหน้า ไม่ก่อให้เกิดอาการระคายเคืองหลังทำ

แนะนำว่าหากใครเริ่มมีปัญหารอยฝ้ามากและหนักขึ้นเรื่อย ๆ ควรพบแพทย์เพื่อรับการรักษาโดยเร็วที่สุด เพราะถ้าปล่อยไว้นานเท่าไหร่ การรักษารอยฝ้าก็จะยิ่งเป็นไปได้ยาก

วิธีการป้องกัน ‘ฝ้าแดด’

ปกป้องผิวจากแสงแดด

การทาครีมกันแดดเป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยเรา “ต้อง” ทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30-50 ทุกสองชั่วโมงและที่สำคัญต้องทาในปริมาณที่เหมาะสม โดยใช้ปริมาณเท่า 2 ข้อนิ้วมือ หากจำเป็นต้องทำกิจกรรมที่อยู่กลางแดด ควรพกอุปกรณ์ป้องกันแสงแดดติดตัวไว้เช่น ร่ม หมวก แว่นตากันแดดและเสื้อคลุมกันแสงยูวี

อาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินดี

การรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพผิว อย่างอาหารอุดมไปด้วยวิตามินดีจะเป็นเหมือเกราะป้องกันที่ช่วยทำให้ผิวแข็งแรง อย่างเช่น นมอัลมอนด์ ไข่ เนื้อสัตว์ เห็ด น้ำมันปลา โยเกิร์ต เป็นต้น

ถึงแม้ ‘ฝ้าแดด’ จะไม่ได้เป็นปัญหาผิวที่ร้ายแรง แต่ก็สร้างความกังวลใจให้กับใครหลายคนเลยทีเดียว ยิ่งทุกวันนี้ผิวของเราต้องเผชิญกับแสงแดดและความร้อนที่ยากจะหลีกเลี่ยง ดังนั้นทุกคนควรหันมาดูแลและปกป้องผิวให้ดี เพราะจะได้ไม่ต้องมาคอยหวั่นกับปัญหาฝ้าแดดอีกต่อไป